ผมอยากจะขอความร่วมมือนะครับ ช่วยกันรณรงค์ เรื่องการไม่สูบบุหรี่ในที่ที่ห้ามสูบนะครับ
ลองอ่านตามประกาศกระทรวงนี้เลยนะครับ (ขอขอบคุณสำนักงานกฤษฎีกานะครับ)
http://web.krisdika.go.th/data/law/law2/%a465/%a465-2e-9999-update.pdf
จะพบว่า มหาวิทยาลัยของเรานั้นมีการจัดพื้นที่ให้สูบบุหรี่นะครับ (มีให้ก็ทำตามนั้นด้วยครับ)
สำหรับบุคคลที่สูบแบบไม่เป็นที่เป็นทางนั้น ขอให้มีความสำนึกด้วยนะครับว่าท่าน กำลังทำร้ายผู้อื่นอยู่นะครับ
ช่วยกันครับ เพื่อให้โลกที่เรารัก ประเทศไทยที่เราอยู่ น่าอยู่ยิ่งขึ้น และครอบครัวของท่านมีสุขภาพที่แข็งแรงมากกว่าปัจจุบันครับ
ผู้ที่เขามาอ่าน อาจ download ประกาศกระทรวงเก็บไว้ และเอาไปอ้างกับพวกสูบบุหรี่ได้นะครับ แต่มีข้อเตือนครับว่า โดยปกติของผู้ที่สูบบุหรี่นั้น มักจะอ่านภาษาไทยไม่ออกครับ จริงๆ แล้วภาษาอื่นๆเนี่ย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงครับ คงไม่ออกเช่นกัน อิอิ
ช่วยๆกันนะครับ
วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
การโคจรมาพบกันของภาคปกติและภาคบัณฑิต
ประการแรกผมต้องขอกล่าวถึงการเขียน Blog นี้ก่อนนะครับ
1. ผมได้ถูกท่านอาจารย์ภูมินทร์ชักชวนและเอื้อนเอ่ยให้เขียน blog ตามท่านบ้าง
โดยผมได้อ้างว่าเคยเขียน blog ไปบ้างแล้ว แต่ลบทิ้งไปทั้งหมดแล้ว พยายามหา inspiration ในการเขียนอยู่ครับ
2. ขณะนี้ ผมได้ inspiration (ที่ไม่ใช้คำว่าแรงบันดาลใจ เพราะว่ามีมากกว่าแรงบันดาลใจครับ) แล้วครับ เลยตัดสินใจเขียนซะเลย
โดยส่วนตัว ผมต้องออกตัวไว้ก่อนว่า ผมไม่ใช่คนที่เขียนงานต่างๆ จะสนุกสนานหน้าติดตามแต่อย่างใดครับ ฉะนั้น อย่าคาดหวังว่าจะได้รับความสนุกสนานจากงานเขียนของผม ส่วนในเรื่องของสาระของเนื้อหานั้น ในการเขียน blog เอง ผมก็ไม่ค่อยมีสาระครับ เพราะว่าสาระนั้น ผมได้ให้กับนักศึกษาทั้งหมดเท่าที่ผมจะสามารถให้ได้ในความรู้ซึ่งผมประเมินว่านักศึกษาจะรับได้ครับ
ในครานี้ ผมได้ถูกเชิญไปร่วมงาน Thanks ภาคบัณฑิตจากภาคปกติ ของคณะนิติศาสตร์ ศูนย์ลำปางครับ
(จะว่าไปแล้ว ผมได้พบได้เจอนักศึกษานิติฯ ศูนย์ลำปาง เป็นเวลาเกือบจะ 6 เดือนแล้วนะ ผมได้พบหลายๆสิ่งที่ผมเห็นว่า นักศึกษาตั้งใจทำ ตั้งใจใฝ่หาความรู้ และมีดีกว่าที่ผมเคยเป็นในตอนที่ผมเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เยอะครับ) เข้าเรื่องงาน Thanks รุ่นพี่ภาคบัณฑิตต่อนะครับ ตั้งแต่การเตรียมงาน ซึ่งผมก็ได้เดินผ่านไปมาอยู่บ้าง ได้เห็นถึงความตั้งใจที่เพื่อน(ภาคปกติ)ซึ่งอายุน้อยกว่า (เราไม่เรียกรุ่นพี่รุ่นน้องเนอะ) ได้ตั้งใจทำทุกๆสิ่ง ตั้งแต่ภาพกว้างจนถึงรายละเอียดเกือยจะทั้งงาน (ผมเดาว่าถ้ามีความสามารถในการสร้างโต๊ะจีนและประกอบอาหารได้ และมีเวลาเพียงพอ ตลอดทั้ง งบประมาณแล้ว เพื่อนภาคปกติคงจะสร้างโต๊ะและทำอาหารให้ภาคบัณฑิตได้ทานแล้วครับ) ความตั้งใจ ความอุตสาหะ การซ้อมการแสดง ตลอดจนทั้งสถานที่ และอื่นๆ ที่ผมได้พบมา นักศึกษาภาคปกติทุ่มเทเพื่อภาคบัณฑิตแบบที่ว่าทั้งคณะมารวมตัวกันเพื่อเพื่อนภาคบัณฑิตเลยครับ
ท่านอาจารย์จุมพต จากคณะเรา ที่ท่าพระจันทร์ ท่านปลื้มใจ และ ประทับใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มางานในครั้งนี้ (แม้ว่าท่านจะกลับก่อนงานเสร็จสิ้นก้ตาม) ท่านได้ให้ความเห็นว่า ท่านไม่เคยเจอว่าภาคปกติและภาคบัณฑิตที่ กทม จะทำในลักษณะนี้แต่อย่างใด แต่ท่านมาที่ลำปางท่านประทับใจมาก ท่านชมไม่ขาดปากว่า "น่ารัก" "น่ามาสอน" "น่าอยู่" ในตรงนี้ ผมในฐานะของอาจารย์ของนักศึกษา อยากบอกนักศึกษาว่า รักษาตรงส่วนนี้ไว้นะครับ อาจารย์ทุกท่านที่มาสอนนักศึกษา เราต้องพยายามทำให้ท่านประทับใจจนอยากกลับมาหาเราบ่อยๆนะครับ นักศึกษาเป็นนักศึกษารุ่นแรก เป็นตัวอย่างให้รุ่นน้องได้พบได้เห็น ( เช่น อย่าไปนำเอาวัฒนธรรมที่ไม่ควรทำเยี่ยงลักษณะ Sotus มาใช้ในคณะเรา) เก็บความดีในลักษณะนี้ไว้ดั่งเกลือรักษาความเค็มนะครับ ผมมีข้อแนะนำเพิ่มเติมในส่วนนี้นะครับ นอกจากนักศึกษาจะต้องเก็บรักษาความดีดั่งเกลือรักษาความเค็มแล้ว นักศึกษาต้องเอาเกลือดั่งกล่าวไปประกอบอาหารด้วยนะครับ กล่าวคือ นำเอาความทุ่มเท ความเอาใจใส่ การเก็บรายละเอียด การทำให้ภาคบัณฑิตเห็นถึงความทุ่มเท คุณภาพของงานในลักษณะเดียวกันกับการจัดงานให้ภาคบัณฑิต มาใช้ในการเรียน และการสอบ หากนักศึกษา นำเอาเกลือดังกล่าวมาประกอบอาหารแล้ว ผมคิดว่า อาหารดังกล่าวจะต้องมีรสชาติที่อร่อยและหน้าตาสวยงามไม่แพ้อาหารของเชฟที่ชำนาญการมาประกอบอาหารเป็นแน่แท้ครับ
ผมต้องขอยอมรับว่าผมไม่ได้อยู่ในงานตลอดทั้งงานนะครับ เนื่องจากได้ขับรถพาท่านอาจารย์จุมพตไปที่กาดกองต้า เพื่อให้ท่านได้เดินผ่อนคลายกับเสน่ห์ของลำปาง ในอีกมุมหนึ่งนอกจามหาวิทยาลัย ซึ่งท่านก็ประทับใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อผมได้กลับเข้ามาในมหาวิทยาลัยแล้ว ผมเลยเดินกลับมาที่งาน โดยได้โทรหา อ.ตามพงศ์ ตลอดว่า งานเลิกแล้วใช่หรือไม่ อ.ตามพงศ์บอกว่า เลิกแล้ว ผมก็เลยเดินมา โดยที่เห็นว่างานน่าจะเลิกแล้ว แต่พอมาถึง ได้พบว่างานยังไม่เลิก ก็นั่งสักพัก ได้ยินนักศึกษาเรียก อ.ชาติชาย เริ่มรุ้แล้วครับว่า จะต้องมาถึงผมและ อ.ตามพงศ์แน่นอน จึงชวนกันกลับดีกว่า หึหึ (พยายามจะเลี่ยงการร้องเพลงเป็นที่สุด เสียงก็ไม่ค่อยดีด้วย) นักศึกษารู้ทันครับ มาดักไว้ เหอๆ พูดทุกอย่างสารพัดครับ โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า ผมจะปฏิเสธก็ได้นะครับ (สิทธิของแต่ละบุคคลอยู่แล้ว) แต่ผมเป็นอาจารย์ของนักศึกษานิติฯภาคปกติที่ได้ทุ่มเทให้งานนี้ขนาดนี้ ผมก็ร้องเพลงให้ได้ครับ (แต่ก็อย่างที่บอกไปครับ ไม่ถนัดครับ) (ผมคิดว่า อ.ตามพงศ์น่าจะคิดในลักษณะที่คล้ายๆกันนะครับ) (แค่ร้องเพลงเองครับ ถ้าคุณอยากได้ พวกผมที่เป็นอาจารย์ก็ "จัดให้" ในสถานการณ์ที่เหมาะสมได้ครับ) ขณะที่ อ.ตามพงศ์ร้อง ก็ถึงภาระผมแล้วครับ ว่าการหาเพลงร้องเนี่ย มันยากนะครับ (ยากกว่าการหากฎหมายอีกครับ) ต้องทำความเข้าใจนะครับ ความถนัดของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกันครับ ผมอาจจะเชี่ยวชาญด้านกฎหมายกว่านักศึกษา แต่ในขณะเดียวกันนักศึกษาบางท่านอาจจะเชี่ยวชาญการร้องเพลงมากกว่าผมก็ได้ครับ
คิดชื่อเพลง เหอๆ เอาเพลงอะไรดีอ่ะ มีใครพอทราบ หรือเดาได้มั้ยครับว่าทำไม ผมถึงเลือกเพลงที่ได้ร้องไปแล้ว
(ถ้าอยากเดา ให้ข้ามไป comment เลยก็ได้ครับ ไม่ต้องอ่านที่ผมจะเล่าให้ฟังนะ)
ผมเลือกเพลงดังกล่าว ผมก็มีเหตุผลนะครับ (ไม่ใช่เลือกเพราะว่าคนอุดรเป็นคนร้องในจังหวะนั้น อย่างเดียวหรอก หุหุ)
อ่ะ ถ้าอยากทราบเหตุผล ผมจะบอกให้ว่า ที่ผมเลือกเพลงดังกล่าวไปเพราะว่า เป็นเพลงที่ผมคาดว่าภาคบัณฑิตจะร้องได้ และ ภาคปกติ ก็ร้องได้เช่นกันครับ และเหตุผลสำคัญสุดครับ คือ ผมพอจะร้องได้อยู่บ้างครับ หึหึ และผมได้ยินว่า มีแต่คนร้องเพลงช้า ผมเห็นว่าภาคปกติน่าจะอยากสนุกๆ และ ภาคบัณฑิตก็คงอยากสนุกเช่นกัน เลยเลือกเพลงดังกล่าวมาครับ ^_^
ขอบคุณนักศึกษาภาคปกตินะครับที่จัดงานในลักษณะนี้ขึ้นมาจนมีอาจารย์จากคณะอื่น ท่านมีดำริอยากให้คณะท่านมีบ้าง
ผมปลื้มใจนะครับ และมีความปิติ (จริงๆแล้ว ความปิติมาจาก ความมานะ (มานี) และความชูใจ (หมายถึงทำขึ้นมาด้วยใจของนักศึกษาภาคปกติ)) กับการจัดงานในครั้งนี้ ได้เห็นถึงศักยภาพของนักศึกษาคณะนิติในด้านของการจัดงาน ผมยังคงขอทิ้งแง่คิดไว้สักเล็กน้อยนะครับว่า เมื่อความสนุกสิ้นสุด นักศึกษาต้องคิดถึง การสอบแล้วนะครับ พวกอาจารย์มีความเป็นห่วงพวกนักศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ตั้งใจอ่านหนังสือด้วยนะครับ ทำข้อสอบเยอะๆครับ ส่งพวกอาจารย์ได้ แต่อย่ามาส่งเฉพาะช่วงสอบครับ (ย้ำเป็นรอบที่ล้านแปด) ตรวจให้ไม่ทันจริงๆครับ ถ้าอยากส่ง ช่วงนี้แหละ นาทีทองของแท้ คนส่งก็น้อย อาจารย์ตรวจให้ได้ละเอียด (อันนี้ เป็นคำแนะนำในฐานะรุ่นพี่นะครับ หุหุ)
ปล. การเขียน blog ในที่นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว หาได้เกี่ยวข้องกับฐานะอาจารย์ในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่อย่างใดไม่ หากพาดพิงถึงบุคคลท่านใด และ ท่านเห็นว่าทำให้ท่านเสื่อมเสีย ขอความกรุณาให้อภัยผู้เขียนด้วยครับ มิได้มีเจตนาจะว่าร้าย หรือ เขียนเพื่อให้ตีความไปในทางด้านร้ายแต่อย่างใด แต่หากเป็นส่วนที่ท่านชื่นชม ผมขอให้ความชื่นชมนั้นๆ ทั้งหมด ให้แก่นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ทั้งภาคปกติ และภาคบัณฑิตที่ได้จัดงานและเข้าร่วมงานดังกล่าวขึ้นมาครับ
1. ผมได้ถูกท่านอาจารย์ภูมินทร์ชักชวนและเอื้อนเอ่ยให้เขียน blog ตามท่านบ้าง
โดยผมได้อ้างว่าเคยเขียน blog ไปบ้างแล้ว แต่ลบทิ้งไปทั้งหมดแล้ว พยายามหา inspiration ในการเขียนอยู่ครับ
2. ขณะนี้ ผมได้ inspiration (ที่ไม่ใช้คำว่าแรงบันดาลใจ เพราะว่ามีมากกว่าแรงบันดาลใจครับ) แล้วครับ เลยตัดสินใจเขียนซะเลย
โดยส่วนตัว ผมต้องออกตัวไว้ก่อนว่า ผมไม่ใช่คนที่เขียนงานต่างๆ จะสนุกสนานหน้าติดตามแต่อย่างใดครับ ฉะนั้น อย่าคาดหวังว่าจะได้รับความสนุกสนานจากงานเขียนของผม ส่วนในเรื่องของสาระของเนื้อหานั้น ในการเขียน blog เอง ผมก็ไม่ค่อยมีสาระครับ เพราะว่าสาระนั้น ผมได้ให้กับนักศึกษาทั้งหมดเท่าที่ผมจะสามารถให้ได้ในความรู้ซึ่งผมประเมินว่านักศึกษาจะรับได้ครับ
ในครานี้ ผมได้ถูกเชิญไปร่วมงาน Thanks ภาคบัณฑิตจากภาคปกติ ของคณะนิติศาสตร์ ศูนย์ลำปางครับ
(จะว่าไปแล้ว ผมได้พบได้เจอนักศึกษานิติฯ ศูนย์ลำปาง เป็นเวลาเกือบจะ 6 เดือนแล้วนะ ผมได้พบหลายๆสิ่งที่ผมเห็นว่า นักศึกษาตั้งใจทำ ตั้งใจใฝ่หาความรู้ และมีดีกว่าที่ผมเคยเป็นในตอนที่ผมเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เยอะครับ) เข้าเรื่องงาน Thanks รุ่นพี่ภาคบัณฑิตต่อนะครับ ตั้งแต่การเตรียมงาน ซึ่งผมก็ได้เดินผ่านไปมาอยู่บ้าง ได้เห็นถึงความตั้งใจที่เพื่อน(ภาคปกติ)ซึ่งอายุน้อยกว่า (เราไม่เรียกรุ่นพี่รุ่นน้องเนอะ) ได้ตั้งใจทำทุกๆสิ่ง ตั้งแต่ภาพกว้างจนถึงรายละเอียดเกือยจะทั้งงาน (ผมเดาว่าถ้ามีความสามารถในการสร้างโต๊ะจีนและประกอบอาหารได้ และมีเวลาเพียงพอ ตลอดทั้ง งบประมาณแล้ว เพื่อนภาคปกติคงจะสร้างโต๊ะและทำอาหารให้ภาคบัณฑิตได้ทานแล้วครับ) ความตั้งใจ ความอุตสาหะ การซ้อมการแสดง ตลอดจนทั้งสถานที่ และอื่นๆ ที่ผมได้พบมา นักศึกษาภาคปกติทุ่มเทเพื่อภาคบัณฑิตแบบที่ว่าทั้งคณะมารวมตัวกันเพื่อเพื่อนภาคบัณฑิตเลยครับ
ท่านอาจารย์จุมพต จากคณะเรา ที่ท่าพระจันทร์ ท่านปลื้มใจ และ ประทับใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มางานในครั้งนี้ (แม้ว่าท่านจะกลับก่อนงานเสร็จสิ้นก้ตาม) ท่านได้ให้ความเห็นว่า ท่านไม่เคยเจอว่าภาคปกติและภาคบัณฑิตที่ กทม จะทำในลักษณะนี้แต่อย่างใด แต่ท่านมาที่ลำปางท่านประทับใจมาก ท่านชมไม่ขาดปากว่า "น่ารัก" "น่ามาสอน" "น่าอยู่" ในตรงนี้ ผมในฐานะของอาจารย์ของนักศึกษา อยากบอกนักศึกษาว่า รักษาตรงส่วนนี้ไว้นะครับ อาจารย์ทุกท่านที่มาสอนนักศึกษา เราต้องพยายามทำให้ท่านประทับใจจนอยากกลับมาหาเราบ่อยๆนะครับ นักศึกษาเป็นนักศึกษารุ่นแรก เป็นตัวอย่างให้รุ่นน้องได้พบได้เห็น ( เช่น อย่าไปนำเอาวัฒนธรรมที่ไม่ควรทำเยี่ยงลักษณะ Sotus มาใช้ในคณะเรา) เก็บความดีในลักษณะนี้ไว้ดั่งเกลือรักษาความเค็มนะครับ ผมมีข้อแนะนำเพิ่มเติมในส่วนนี้นะครับ นอกจากนักศึกษาจะต้องเก็บรักษาความดีดั่งเกลือรักษาความเค็มแล้ว นักศึกษาต้องเอาเกลือดั่งกล่าวไปประกอบอาหารด้วยนะครับ กล่าวคือ นำเอาความทุ่มเท ความเอาใจใส่ การเก็บรายละเอียด การทำให้ภาคบัณฑิตเห็นถึงความทุ่มเท คุณภาพของงานในลักษณะเดียวกันกับการจัดงานให้ภาคบัณฑิต มาใช้ในการเรียน และการสอบ หากนักศึกษา นำเอาเกลือดังกล่าวมาประกอบอาหารแล้ว ผมคิดว่า อาหารดังกล่าวจะต้องมีรสชาติที่อร่อยและหน้าตาสวยงามไม่แพ้อาหารของเชฟที่ชำนาญการมาประกอบอาหารเป็นแน่แท้ครับ
ผมต้องขอยอมรับว่าผมไม่ได้อยู่ในงานตลอดทั้งงานนะครับ เนื่องจากได้ขับรถพาท่านอาจารย์จุมพตไปที่กาดกองต้า เพื่อให้ท่านได้เดินผ่อนคลายกับเสน่ห์ของลำปาง ในอีกมุมหนึ่งนอกจามหาวิทยาลัย ซึ่งท่านก็ประทับใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อผมได้กลับเข้ามาในมหาวิทยาลัยแล้ว ผมเลยเดินกลับมาที่งาน โดยได้โทรหา อ.ตามพงศ์ ตลอดว่า งานเลิกแล้วใช่หรือไม่ อ.ตามพงศ์บอกว่า เลิกแล้ว ผมก็เลยเดินมา โดยที่เห็นว่างานน่าจะเลิกแล้ว แต่พอมาถึง ได้พบว่างานยังไม่เลิก ก็นั่งสักพัก ได้ยินนักศึกษาเรียก อ.ชาติชาย เริ่มรุ้แล้วครับว่า จะต้องมาถึงผมและ อ.ตามพงศ์แน่นอน จึงชวนกันกลับดีกว่า หึหึ (พยายามจะเลี่ยงการร้องเพลงเป็นที่สุด เสียงก็ไม่ค่อยดีด้วย) นักศึกษารู้ทันครับ มาดักไว้ เหอๆ พูดทุกอย่างสารพัดครับ โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า ผมจะปฏิเสธก็ได้นะครับ (สิทธิของแต่ละบุคคลอยู่แล้ว) แต่ผมเป็นอาจารย์ของนักศึกษานิติฯภาคปกติที่ได้ทุ่มเทให้งานนี้ขนาดนี้ ผมก็ร้องเพลงให้ได้ครับ (แต่ก็อย่างที่บอกไปครับ ไม่ถนัดครับ) (ผมคิดว่า อ.ตามพงศ์น่าจะคิดในลักษณะที่คล้ายๆกันนะครับ) (แค่ร้องเพลงเองครับ ถ้าคุณอยากได้ พวกผมที่เป็นอาจารย์ก็ "จัดให้" ในสถานการณ์ที่เหมาะสมได้ครับ) ขณะที่ อ.ตามพงศ์ร้อง ก็ถึงภาระผมแล้วครับ ว่าการหาเพลงร้องเนี่ย มันยากนะครับ (ยากกว่าการหากฎหมายอีกครับ) ต้องทำความเข้าใจนะครับ ความถนัดของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกันครับ ผมอาจจะเชี่ยวชาญด้านกฎหมายกว่านักศึกษา แต่ในขณะเดียวกันนักศึกษาบางท่านอาจจะเชี่ยวชาญการร้องเพลงมากกว่าผมก็ได้ครับ
คิดชื่อเพลง เหอๆ เอาเพลงอะไรดีอ่ะ มีใครพอทราบ หรือเดาได้มั้ยครับว่าทำไม ผมถึงเลือกเพลงที่ได้ร้องไปแล้ว
(ถ้าอยากเดา ให้ข้ามไป comment เลยก็ได้ครับ ไม่ต้องอ่านที่ผมจะเล่าให้ฟังนะ)
ผมเลือกเพลงดังกล่าว ผมก็มีเหตุผลนะครับ (ไม่ใช่เลือกเพราะว่าคนอุดรเป็นคนร้องในจังหวะนั้น อย่างเดียวหรอก หุหุ)
อ่ะ ถ้าอยากทราบเหตุผล ผมจะบอกให้ว่า ที่ผมเลือกเพลงดังกล่าวไปเพราะว่า เป็นเพลงที่ผมคาดว่าภาคบัณฑิตจะร้องได้ และ ภาคปกติ ก็ร้องได้เช่นกันครับ และเหตุผลสำคัญสุดครับ คือ ผมพอจะร้องได้อยู่บ้างครับ หึหึ และผมได้ยินว่า มีแต่คนร้องเพลงช้า ผมเห็นว่าภาคปกติน่าจะอยากสนุกๆ และ ภาคบัณฑิตก็คงอยากสนุกเช่นกัน เลยเลือกเพลงดังกล่าวมาครับ ^_^
ขอบคุณนักศึกษาภาคปกตินะครับที่จัดงานในลักษณะนี้ขึ้นมาจนมีอาจารย์จากคณะอื่น ท่านมีดำริอยากให้คณะท่านมีบ้าง
ผมปลื้มใจนะครับ และมีความปิติ (จริงๆแล้ว ความปิติมาจาก ความมานะ (มานี) และความชูใจ (หมายถึงทำขึ้นมาด้วยใจของนักศึกษาภาคปกติ)) กับการจัดงานในครั้งนี้ ได้เห็นถึงศักยภาพของนักศึกษาคณะนิติในด้านของการจัดงาน ผมยังคงขอทิ้งแง่คิดไว้สักเล็กน้อยนะครับว่า เมื่อความสนุกสิ้นสุด นักศึกษาต้องคิดถึง การสอบแล้วนะครับ พวกอาจารย์มีความเป็นห่วงพวกนักศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ตั้งใจอ่านหนังสือด้วยนะครับ ทำข้อสอบเยอะๆครับ ส่งพวกอาจารย์ได้ แต่อย่ามาส่งเฉพาะช่วงสอบครับ (ย้ำเป็นรอบที่ล้านแปด) ตรวจให้ไม่ทันจริงๆครับ ถ้าอยากส่ง ช่วงนี้แหละ นาทีทองของแท้ คนส่งก็น้อย อาจารย์ตรวจให้ได้ละเอียด (อันนี้ เป็นคำแนะนำในฐานะรุ่นพี่นะครับ หุหุ)
ปล. การเขียน blog ในที่นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว หาได้เกี่ยวข้องกับฐานะอาจารย์ในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่อย่างใดไม่ หากพาดพิงถึงบุคคลท่านใด และ ท่านเห็นว่าทำให้ท่านเสื่อมเสีย ขอความกรุณาให้อภัยผู้เขียนด้วยครับ มิได้มีเจตนาจะว่าร้าย หรือ เขียนเพื่อให้ตีความไปในทางด้านร้ายแต่อย่างใด แต่หากเป็นส่วนที่ท่านชื่นชม ผมขอให้ความชื่นชมนั้นๆ ทั้งหมด ให้แก่นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ทั้งภาคปกติ และภาคบัณฑิตที่ได้จัดงานและเข้าร่วมงานดังกล่าวขึ้นมาครับ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)